วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อาหารต้านความชรา














มะเขือเทศ และซอสมะเขือเทศ มีสารที่เรียกว่า “ไลโคพีน” ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และโรคจอประสาทตาเสื่อม

มันเทศ ฟักทอง และแครอต รับ ประทานผักและผลไม้สีเหลืองอย่างน้อยวันละสองถ้วยจะช่วยให้ร่างกายได้รับเบ ต้า-แคโรทีน จำเป็นต่อผิวหนังและดวงตา ช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำลาย หรือแม้แต่ลดริ้วรอยได้

บูลเบอร์รี่ และองุ่นม่วง มีสารแอนโธไซยานินช่วยกระตุ้นความจำ และการรับรู้

บล็อกโคลี่ มีสารซัลโฟราเฟน ช่วยชำระล้างสารพิษในร่างกาย โดยเฉพาะบล็อกโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียงแค่ 3 วัน

ผักโขม และผักใบเขียว ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ถึง 11 เปอร์เซ็นต์

แซลมอน ซาร์ดีน และทูน่า รับประทานปลาที่มีโอเมก้า3 สองมื้อต่อสัปดาห์ทำให้หัวใจมีสุขภาพดี ช่วยลดปัญหาเรื่องการทำงานของสมองเสื่อมตามวัยได้

แอปเปิ้ล (ทั้งเปลือก) มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลาย

ชาเขียว เช่นเดียวกับชาดำ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม

ขิง ขมิ้น และเครื่องเทศ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์

ช็อกโกแลต โกโก้ ช่วยลดคอเลสเตอรอล LDL และลดความเสี่ยงจากเลือดจับตัวเป็นก้อน

ไข่ ลืมข้อเสียเรื่องคอเลสเตอรอลที่เคยเชื่อกันมานานนมไปได้เลย เพราะไข่มีครบทั้งเกลือแร่ วิตามินและโปรตีน ไข่แดงยังอุดมไปด้วยคาโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม

ข่าวดีของเด็กไทย :))

หลังจากทราบข่าว เด็กไทยที่ไปคว้าแชมป์โลกแข่งขันใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ประเทศแคนาดา สร้างผลงานเสร็จใน 7 นาทีจากเวลาที่กำหนด 50 นาที คว้าเงินรางวัล 6,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้รู้สึกทึ่งในความสามารถของเด็กคนนี้จน ต้องไปหาข้อมูลมาให้เพื่อนๆที่ยังไม่ทราบข่าวได้รู้จักว่า เขาคือ


นายกานกวิญจน์ โค้วสีหวัฒน์ หรือ น้องเค นักเรียนอายุ 17 ปี นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนศรีวิกรม์ จากประเทศไทย เป็นผู้ชนะเลิศการแข่งขันทักษะการใช้โปรแกมไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ เวิร์ด 2007 ในรายการWorldwide Competition on Microsoft Office ซึ่งเป็นรายการที่มีผู้เข้าแข่งขันมากที่สุดในปัจจุบัน โดยในการแข่งขันปีที่ 8 ครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันถึง 80,000 คน จาก 53 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต้องผ่านการคัดเลือกตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ประเทศ ก่อนที่จะมาชิงชนะเลิศกันที่โทรอนโต แคนาดา



ดร.รุ่งเรือง สุขาภิรมย์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่าการแข่งขันรายการนี้ เป็นการแข่งขันการใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม ไมโครซอฟต์ เวิร์ด 2007 วิธีการแข่งขันคณะกรรมการจะให้โจทย์ที่ผู้เข้าร่วมแข่งขันแต่ละคนจะต้องใช้ โปรแกรมดังกล่าวในการสร้างผลงานตามที่กำหนดภายในเวลา 50 นาที แต่น้องเค-กานกวิญจน์สามารถทำเสร็จได้อย่างถูกต้องภายในเวลาเพียง 7 นาที จึงคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองเป็นผลสำเร็จ

"น้องเคจัดเป็นเด็กอัจฉริยะ ชอบอ่านหนังสือมากมาตั้งแต่เด็กๆ โดยอ่านสามก๊กจบตั้งแต่อยู่ป.1 รวมถึงชอบอ่านหนังสือประเภทประวัติศาสตร์โลก จนป.5 เริ่มสนใจและชอบอ่านหนังสือกฎหมาย ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา ศึกษาด้วยตนเองมาเรื่อยๆ จนประมาณ ม.3-4 ลงทะเบียนเรียนนิติศาสตร์แบบพรีดีกรี ที่ม.รามคำแหง ส่วนคอมพิวเตอร์สนใจมาตั้งแต่เด็กเช่นกัน ราวป.6 สามารถสร้างเว็บไซต์และเขียนโปรแกรมด้วยตนเอง" ดร.รุ่งเรืองกล่าว

ดร.รุ่งเรือง กล่าวอีกว่า ในอนาคตหลังสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว น้องเควางแผนที่จะสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวะคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ควบคู่กับการนำหน่วยกิตที่เรียนนิติศาสตร์หลักสูตรพรีดีกรีมาเทียบโอน เพื่อศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและศึกษาต่อเนติบัณฑิตไทย โดยฝันอยากที่จะเป็นโปรแกรมเมอร์และที่ปรึกษาด้านกฎหมาย

ต้องขอขอบคุณความร่วมมือของสถาบันไอทีไอที บริษัท เอ. อาร์. ไอที จำกัด บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) และอุทยานการเรียนรู้ หรือทีเคปาร์ค ที่ได้จัดโครงการการจัดการแข่งขัน MOS Olympic Thailand Competition มาตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน2552 ( ครั้งที่ 7 ) โดยวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนได้แสดงความรู้ ความสามารถ และเห็นความสำคัญการใช้งานโปรแกรมไมโครซอฟท์ออฟฟิศ อีกทั้ง เป็นตัวแทนประเทศไทยสร้างชื่อเสียงให้สถาบันการศึกษาก้าวสู่ระดับสากล และเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก


วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เครียด เครียด เครียด -0-



เมื่อคุณเผชิญภาวะเครียดทางอารมณ์ คุณคงอยากให้อารมณ์เครียดหมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะภาวะ เครียดนี้จะทำให้คุณเป็นคนที่ไม่น่าคบหาสมาคม คุณก็ทราบดีว่า อารมณ์ชนิดนี้ไม่มีใครต้องการแม้แต่ตัว
คุณเองก็เถอะ เมื่อเกิดอารมณ์ร้ายขึ้นแล้วก็จะทำให้คุณค่าในตัวคุณด้อยลง อย่างมากเทียวค่ะ กริยา วาจา ที่ไม่เหมาะสมก็จะแสดงออกมา เพาะฉะนั้นคุณควรจะมีวิธีการจัดการ กับอารมณ์ร้ายนี้ และต่อไปนี้เป็น ข้อแนะนำบางประการ

๑. หาใครสักคนที่คุณไว้ใจ ระบายความรู้สึก รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่ทำให้คุณเกิดความไม่พอใจทำให้คุณไม่
สบอารมณ์ คนที่คุณไว้ใจได้ เช่น พ่อ แม่ ภริยา-สามี พี่น้อง เพื่อนสนิท หรือครูบาอาจารย์ ฯลฯ การที่มีคน
รับฟังคุณ แค่นี้ก็เป็นการระบายปัญหาที่คุณมีอยู่แล้วค่ะ ระหว่างที่คุณ ระบายเรื่องราวต่าง ๆ นั้น คุณก็อาจ จะได้คำตอบของปัญหานั้น ๆ พร้อมกันก็ได้

๒. หลีกเลี่ยงอารมณ์เครียด ด้วยการหากิจกรรมอย่างอื่นทำเพื่อจะได้พบกับสิ่งที่ทำให้คุณไม่สบอารมณ์สัก
ระยะหนึ่ง ด้วยการเล่นกีฬาที่คุณชอบ ไปพักผ่อนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เดินชอบปิ้งตามห้างสรรพสินค้าอ่าน
หนังสือที่คุณชอบ ฯลฯ การได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำให้คุณลืมคิดถึงเรื่องทรมานใจ และมีข้อแนะนำ
ว่ากิจกรรมที่คุณเลือกนั้น คุณต้องทำด้วยความตั้งใจจริง ด้วยความชอบจริง ๆ คุณจึงประสบผลสำเร็จในการ
เอาชนะอารมณ์เครียดของคุณ การได้ละความสนใจจากเรื่องเครียด ๆ จะทำให้คุณมีอารมณ์สุขุม มีสติปัญญา
ไตร่ตรองปัญหาอย่างรอบคอบและกลับมาต่อ สู้ปัญหาอย่างใจเย็นต่อไป

๓. พยายามระงับอารมณ์โกรธลงในเวลาอันรวดเร็วที่สุด เพราะอารมณ์โกรธจะทำให้ความ
คิดมืดมน อาจแสดงอาการหรือพฤติกรรมที่ไม่ดี อันจะมำให้เกิดความเสียใจได้

“ รักยาวให้บั่น ” เราจะต้องบั่นทอนการเฉยเมยต่อเพื่อนฝูง การวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่จำเป็น การพูดจา
ไม่สุภาพ การกระทบกระเทียบ เสียดสี แดกดัน คำด่าที่รุนแรงเผ็ดร้อน และการผิดนัดหมาย ฯลฯ ทิ้งไปเสีย

“ รักสั่นให้ต่อ ” เพื่อกระชับระยะทางของการสร้างมิตรภาพให้สั้นเข้ามาหรือใกล้ชิดยิ่งขึ้น เราจะต้อง
“ ต่อสายใยมิตรภาพ ” ด้วยการให้ความสำคัญ สนใจใยดีต่อความสุขความทุกข์ของเพื่อน ชมเชยและดีใจ ด้วยเมื่อเพื่อนได้รับสิ่งสวยงาม หรือได้รับความสำเร็จ พูดจาด้วยถ้อยคำสุภาพ มองด้วยสายตาที่เป็นมิตร
ไม่ผิดนัดหมายโดยไม่จำเป็น

เพียงเท่านี้ทางสายมิตรภาพที่ต้องการก็จะยืนยาว จนเป็นอมตะนิรันดร์กาลได้เลยทีเดียว

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553

หลายๆ ครั้ง ไม่ดีนะ ^^


โทษของน้ำต้มเดือดหลายๆ ครั้ง
น้ำประปามีแร่ธาตุหลายชนิด
เมื่อต้มเดือดแล้วเดือดอีกหลายๆ ครั้ง
น้ำจำนวนมากจะระเหยกลายเป็นไอ ส่วนที่เหลือ
จึงมีปริมาณแร่ธาตุ ชนิดต่างๆ เข้มข้นขึ้นมาก
และเกินมาตรฐานการบริโภค น้ำที่ต้มเดือดนานๆ
ไอออนของซิลเวอร์ไนเตรทที่อยู่ในน้ำ
จะเปลี่ยนเป็นซิลเวอร์ไนไตรท์
ซึ่งเป็นสารที่ให้โทษแก่ร่างกาย
และแร่ธาตุบางอย่างที่เป็นโทษต่อร่างกาย
จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเพราะการระเหยของน้ำ
และอาจมากจนเกินขีดจำกัด ความสามารถของร่างกาย
ในการกำจัดขับถ่ายออกมา
จึงไม่ควรดื่มน้ำที่ ต้มเดือดแล้วหลาย ๆ ครั้ง

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

กว่าจะมาเป็น " Internet "



กว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต

“อดีตบอกเล่าอนาคต”วันนี้เรามาคุยถึงอินเตอร์เน็ตที่เราๆท่านๆ ใช้กันอยู่ทุกวันนี้เริ่มขึ้นมา ได้อย่างไรหลายคนอาจเกิดคำถามขึ้นว่าจะต้องรู้ไปทำไม “ใช้งานได้เป็นพอ” ใจเย็นครับครับใจเย็น เขาว่ากันว่าจะรู้อะไรก็รู้ให้ถึงกึ๋นเลยจะทำให้เรากระจ่างในสิ่งที่เกิดขึ้นในลำดับต่อมาภายหลังครับ

ก่อนที่จะมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลายในทุกวันนี้ เครือข่ายสื่อสารส่วนใหญ่ยังถูกจำกัดอยุ่เพียงการใช้งานกันภายใน โดยผ่านคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางที่มีมันสมอง หรือระบบประมวลผลขนาดใหญ่เท่านั้น ทำให้เป็นสิ่งท้าทายในเวลานั้นสำหรับสำหรับนักวิจัยทั้งในมหาลัยชั้นนำและหน่วยงานวิจัยของภาครัฐในสหรัฐอเมริกา ต่างคิดค้นวิธีการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลกันให้เป็นหนึ่งเดียว

เครือข่ายที่เชื่อมโยงกันในระยะแรกเกิดขึ้นภายในกลุ่มที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ถ้าสังเกตดูแล้วจะพบว่า บริการในโลกดิจิตอลต่างยำเอากฎธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์นี้มาใช้จนประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น แต่สำหรับยุตแรกๆ นั้นยังมีจุดเชื่อมต่อถึงกันเพียงไม่กี่จุด และแล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ตโปรตอลคอล หรือไอพี (Internet Protocol : IP) ซึ่งเปรียบเสมือนกฎกติกาข้อตกลงการรับส่งข้อมูล การวางเครือข่าย เพื่อให้ง่ายต่อการขยายและเชื่อมต่อกัน

ถ้าว่าไปแล้ว “เจ้าไอพี” เปรียบได้ใกล้เคียงกับการพัฒนาระบบคมนาคม เราเริ่มจากถนนหนทางเพื่ออำนวยความสะอวกในการรับส่งสินค้าหรือการเดินทางไปมาหาสู่กัน ถ้าสนใจกันเฉพาะในเมืองเล็กๆ เท่านั้น ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องสนใจว่าพื้นที่อื่นเขาจะจัดการจราจรกันอย่างไร แต่เมื่อต้องการจะติดต่อกับเมืองอื่นๆก็ต้องเคารพกฎกติกาของเมืองอื่นด้วย ยิ่งถ้าต้องการเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นๆ ผ่านสายการบินแล้ว ก็จำเป็นต้องมีข้อตกลงระเบียบข้อปฏิบัติ ไม่งั้นคงสับสนวุ่นวายกัน จนการจัดการจราจรจะกลายเป็นจราจรเช่นเดียวกับการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็ต้องมีโปรโตคอลเพื่อจัดระเบียบนั่นเอง

การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้สู่ความคิดที่จะครอบคลุมเครือข่ายให้ถึงกันทั่วโลกได้ขยายสู้ความคิดที่จะครอบคลุมเครือข่ายให้ถึงกันทั่วโลกโดยเรียกขานกันว่า “อินเตอร์เน็ต” ซึ่งมีการใช้งานอย่างเป็นอย่างทางการกันนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เริ่มจากซีกโลกตะวันตกแล้วเข้ามาสู้พื้นที่อื่นๆ ในเวลาต่อมานั้นเอง


เซซามิน งาสกัดล้างพิษตับ อาหารบำรุงตับ – บ่อบำบัดของเสียร่างกาย


จากสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยมลภาวะในสิ่งแวดล้อม สิ่งปนเปื้อนและสารเคมีที่ตกค้างในอาหาร ทำหร่างกายเราเป็นแหล่งสะสมสารพิษ เพื่อกำจัดของเสียออกจากร่างกายเราเป้นแหล่งสะสมสารพิษ เพื่อกำจัดของเสียออกจากร่างกาย จึงมีผู้นิยมล้างพิษแก่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการกิน การอด สวนลำไส้ฝึกลมปราณ ฝึกสมาธิ เป็นต้น

คุณทราบหรือไม่ว่า “งา” ที่เรานำมาทำอาหารและขนมต่างๆ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะมีสารอาหารเกือบครบถ้วนแล้ว งายังมีประโยชน์ต่อการล้างพิษด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้ ก้เพราะวาเป็นอาหารบำรุงตับที่ถือเป็นบ่อบำบัดของเสียออกจากร่างกาย

โดยปรกติร่างกายของเรามีการกำจัดของเสียออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ ลมหายใจออก เหงื่อและอุจจาระอยู่แล้ว โดยมีตับเป็นตัวทำลายพิษ และตระเตรียมการจัดส่งสารพิษออกจากร่างกาย ทั้งนี้ ตับจะกำจัดของเสียผ่านทางเลือดแดงที่ออกทางหัวใจ ซึ่งทุกครั้งที่หัวใจบีบตัวจะมีการส่งผ่านเลือดจำนวน 1 ใน 4 ผ่านตับ เพื่อทำการกรองและกำจัดสารพิษที่ปมมากับอาหาร ก่อนจะถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกาย

“งา” มีสารสำคัญที่ช่วยบำรุงตับคือ “เซซามิน” โดยการวิจัยล่าสุดพบว่าเซซามินที่ได้จากการสกัดงามีฤทธิ์ช่วยบำรุงตับ โดยการวิจัยให้หนูกินอาหารที่มีเซซามินผสมอยู่ พอว่าเซซามินมีฤทธิ์ปกป้องตับจากการถูกทำลายโดยเอทิลแอลดฮอล์ ซึ่งสามารถวัดได้จากการถูกทำลายโดยเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถวัดไว้ได้จากรดับสารเคมีในเลือด และจากการทดสอบฤทธิ์ในการปกป้องตับจากการถูกทำลายด้วยคาร์บอนเต้ตร้าคลอไรค์ (สารเคมีที่เป็นพิษและอาจทำให้เกิดมะเร็งที่ตับ) และป้องกันด้วยเสื่อมสภาพของเส้นเลือดในตัวได้อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้นในแต่ละเมล็ดเล็กๆ ของงายังมีสารอาหารสำคัญๆ เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุมากมาย เช่น วิตามินบี 6 ธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสี ทองแดง แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และใยอาหารดังนั้น การรับประทานงาเป็นประจำเป็นต้องเคี้ยวเมล็ดงาให้ละเอียด แต่หากไม่สะดวกอาจเสริมด้วยการรับประทานเซซามินที่ได้จากการสกัดงาซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะได้เซซามินง่ายขึ้น

แม้เราไม่สามารถหลีดเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดสารพิษจากการรับประทานอาหารหรือแม้การรับประทายยา การผักผ่อนไม่เพียงพอ รวมทั้งการเจ็บป่วยต่างๆ เพราะเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งทำให้ตับทำงานหนักขึ้น ร่างกายมีสารพิษตกค้างจนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามา

ถึงเวลาแล้วที่ต้องช่วยตับขจัดสารโดยการเติมคุณค่าดีๆ ที่มีในงาอย่างเซซามินให้กับสุขภาพของเรา

วิธีเพิ่มคุณค่าดีๆ จากเซซามิน

1. ดื่มนมถั่วเหลืองเสริมงาดำนอกจากจะช่วยล้างพิษแล้วยังช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกายอีกด้วย

2. รับประทานสลัดผักสด น้ำสลัดครีมงาดำ

3. ข้าวกล้องข้าวต้มหรือข้าวกล้องต้มหรือข้าวกล้องข้าวผัดโรยงาดำหรืองาขาว

4. เวลารับประทานซุปผักหรือซุปกระเทียม ให้โรยงาบดลงไปด้วย

5. ทำสมูทตี้หรือน้ำผลไม้ผสมโยเกิร์ต ให้ใส่งาบลงไปด้วย

6. ดื่มน้ำเต้าหู้ใส่งาดำหรือน้ำงาดำไม่หวานแทนการดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ฯลฯ

แต่วิธีการทางธรรมชาติที่ดีที่สุดที่คุณสามารถจะล้างพิษให้กับตนเองได้ทุกวันก็คือ การรู้จัดเลือกอาหารที่ไม่เป็นพิษหรือทำลายสุขภาพเช่น เลือกกินอาหารให่หลายกลายครบ 5 หมู่ ปริมาณเหมาะสม ไม่กินอาหารที่มีน้ำตาล แป้ง เกลือ และไขมันมากเกิดความจำเป็น รู้จักเลือกอาหารที่เป็นแหล่งใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ เช่น ผัก ผลไม้สด และต้องพิถ๊พิถันในการเลือกซื้อ ไม่เลือกเฉพาะให้สารเคมี ควรล้างผ่านน้ำไหล อีกอย่างต้องหลีกเลี่ยงสิ่งทำลายสุขภาพ ได้แก่ ได้แก่แอลกอฮอล์ บุหรี่ และกาแฟอีน และ ต้องไม่ลืมเสริมความแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

เฟรนช์ฟราย น่ากิน :))


เฟรนช์ฟราย อาหารโปรดของวัยรุ่นในถึงยุคนี้ ใครๆ ก็คุ้นเคยกับคำว่า “เฟรนช์ฟราย“ หรือมันฝรั่งทอดชนิดแท่ง ที่ขายกันเกร่อตามร้านอาหารจานด่วนติดยี่ห้อฝรั่ง คงทราบกันแล้วว่ารสชาติของมันไม่มีอะไรมากไปกว่า “มัน” และ “เค็ม” ออกจะไม่ค่อยดีต่อสุขภาพเท่าไร แต่ก็ดูจะเป็นอาหารที่ถูกใจวัยรุ่นอยู่ไม่น้อย

ไม่ใช่กล่าวหากัน อย่างเลื่อนลอย แต่มีข้อมูลจากการเก็บตัวอย่างทดสอบของ โครงการพัฒนากลไกการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหารของผู้บริโภค เก็บตัวอย่างเฟรนช์ฟราย 3 ครั้ง จำนวน 30 ตัวอย่าง ในเดือนพฤศจิกายน 2552-เมษายน 2553 ผลทดสอบรายงานใน วารสารฉลาดซื้อ เดือนสิงหาคม 2553 พบว่าในการทดสอบปริมาณ เกลือหรือโซเดียม ในเฟรนช์ฟรายขนาดใหญ่ ที่เก็บเมื่อเดือนมีนาคม พบว่ามีปริมาณเกลือในระดับสูงและจัดว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิด อันตรายได้ หากบริโภคติดต่อกันในระยะยาว

การทดสอบ ไขมันทรานส์ ที่เป็นตัวเพิ่มระดับคอเลสเทอรอลชนิดไม่ดี (LDL : low-density lipoprotein) ในเลือด และลดระดับคอเลสเทอรอลชนิดดี (HDL : high-density lipoprotein) ในเลือดทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น พบว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัยในการบริโภค

ส่วนการทดสอบค่าของกรด (Acid Value) ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพของน้ำมันที่ใช้ในการทอดอาหารนั้น โดยหากค่าของกรดต่ำหมายความว่าน้ำมันที่ใช้มีคุณภาพดี และหากค่าของกรดสูงหมายความว่าน้ำมันผ่านการใช้ซ้ำมาหลายครั้ง ผลออกมาว่ายังอยู่ในข่ายต้องเฝ้าระวัง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับรับได้ แต่ บางร้านต้องระวัง

งานทดสอบครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าห้ามกินเฟรนช์ฟราย แต่ถ้าดูภาพรวมกล่าวได้ว่าหากมีการ กินเฟรนช์ฟรายขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไต เนื่องจากได้รับโซเดียมเกินความ ต้องการของร่างกาย ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็ง ความดันโลหิต และหลอดเลือดหัวใจอันเนื่องมาจากการบริโภคน้ำมันทอดซ้ำ

ข้อแนะนำ ควรหลีกเลี่ยงการกินเฟรนช์ฟรายขนาดใหญ่เพราะยากที่จะกินให้หมด และเมื่อเสียดายก็จะกินมากเกิน ควรเลือกกินขนาดเล็ก และไม่ควรกินติดต่อกันเป็นประจำ ถ้าเป็นไปได้ควรบอกให้ เจ้าของร้านเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารบ่อยๆ และใส่เกลือลงในเฟรนช์ฟรายให้น้อยลง ที่สำคัญอันสุดท้ายคือทำกินเองที่บ้านก็ได้ เพราะเราควบคุมทุกอย่างได้ทั้งปริมาณเกลือ คุณภาพน้ำมัน และอุณหภูมิในการทอด.